Monthly Archives: ตุลาคม 2017

พลับพลึงตีนเป็ด

ชื่อวิทยาศาสตร์: Hymenocallis littoralis Salisb.
วงศ์ : Amaryllidaceae
ชื่อสามัญ : Spider Lily
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ต้น มีหัวอยู่ใต้ดินลำต้นกลมสูงประมาณ 30 ซม. ใบ รูปแถบแคบเรียวแหลม ออกตรงข้ามกันสองข้าง ขอบใบเรียบ อวบน้ำ ดอก เป็นช่อกระจุกโปร่งมี 8 – 10 ดอก แต่ละดอกมีระยางค์ที่เกิดจาก ก้านเกสรเพศผู้ ที่เชื่อมติดกันเป็นวงคล้ายถ้วย บานตอนกลางคืน – เช้า มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผล ผลสดสีเขียว รูปร่างค่อนข้างกลม แก่จะเป็นสีน้ำตาล เมล็ด รูปร่างกลม ๆ เล็ก แก่แล้วเป็นสีน้ำตาล
ส่วนที่เป็นพิษ : หัว ใบ และราก
การเกิดพิษ : รับประทานเข้าไปทำให้อาเจียน ท้องเดิน

ว่านสี่ทิศ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Hippeastrum johnsonii Bury
วงศ์ : Amaryllidaceae
ชื่อสามัญ : Star Lily
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพรรณไม้ดอกอายุสั้น พุ่มสูง 35 – 60 เซนติเมตรที่มีลักษณะมีลำต้นเป็นหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน และส่วนที่โผล่ขึ้นมานั้นจะเป็นส่วนก้านใบและตัวใบเท่านั้น ซึ่งหัวนี้ลักษณะจะคล้ายๆกับหอมหัวใหญ่ สำหรับ ใบที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินนั้นจะมีลักษณะเป็นรูปหอกเรียวยาว และมีสีเขียวสดเป็นมัน ใบหนา ขอบใบเรียบไม่มีจัก ใบกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15 – 30เซนติเมตร หรือาจจะมากกว่านั้นก็ได้ ดอกออกปลายก้าน ออกเป็นช่อ 4 – 8 ดอก หันไปทั้งสี่ทิศ ดอกรูปถ้วย ขนาดดอก 8 – 15 เซนติเมตร มี 6 กลีบ มี สีขาาว สีชมพู สีแดง และบาางชนิด มีแถบสีต่างๆพาดกลีบ ดอกแรกที่จะบานจะรอจนดอกที่ 4 บานจึงจะเหี่ยว ออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม – เดือนมิถุนายน หัว รูปกลม หัวโตเต็มที่พร้อมให้ดอกมีขนาด 4 เชนติเมตร ส่วนหัวลูกขนาดเล็ก แยกหัวนำมาปลูกเลี้ยง ใบให้หัวโตเต็มที่ แล้วจะออกดอกต่อไป
ส่วนที่เป็นพิษ : หัวและใบ
การเกิดพิษ : ทำให้อาเจียนและท้องเดินได้

รัก

ชื่อวิทยาศาสตร์: Calotropis gigantea L. Dryandr ex W.T.Aiton
วงศ์ : Asclepiadaceae
ชื่อสามัญ : Milk Weed , Crown Flower, Giant lndian Milk
ชื่ออื่น : ดอกรัก รักดอก รักร้อยมาลัย (ภาคกลาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 1.5-3 ม. ทุกส่วนมีน้ำยาง ขาวเหมือนน้ำนม ตามกิ่งมีขน ใบ ใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปรี แกมขอบขนาน ปลายแหลม โคนเว้า กว้าง 6-8 ซม. ยาว 10-14 ซม เนื้อใบหนาใต้ใบมีขนนุ่ม ก้านสั้น ดอก สีขาวหรือสีม่วง ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบสีเทาเงิน หรือสีม่วง กลีบดอก 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน เมื่อเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซม. มีรยางค์เป็นสันคล้ายมงกุฎ 5 เส้น เกสรตัวผู้ 5 อัน ผล เป็นฝักคู่ กว้าง 3-4 ซม. ยาว 6-8 ซม. เมื่อแก่แตกได้ เมล็ดแบนสีน้ำตาล จำนวนมาก มีขนสีขาวเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง
ส่วนที่เป็นพิษ : ยางจากส่วนต่างๆ มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจรุนแรงผิดปกติ
การเกิดพิษ : ยางจากส่วนต่างๆ มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจรุนแรงผิดปกติ

ว่านแสงอาทิตย์

ชื่อวิทยาศาสตร์: Haemanthus multiflorus (Tratt.) Martyn
วงศ์ : Amaryllidaceae
ชื่อสามัญ : Blood Lily
ชื่ออื่น : ว่านตะกร้อ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ล้มลุกใบอวบน้ำ มีลำตัวเป็นหัวลักษณะคล้ายหอมหัวใหญ่ เจริญอยู่ใต้ดิน กลุ่มใบที่เกิดจากหัวชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน ใบรูปหอกสีเขียวเข้มยาวประมาณ 8 นิ้ว เมื่อออกดอกจะชู้ก้านดอกเป็นลำตรงสีเขียวอ่อน จากกลางต้นสูงมาพ้นใบ ดอกออกติดกันแน่นเป็นทรงกลม สวยงามสะดุดตามาก ดอกของแสงอาทิตย์ช่อหนึ่ง ๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 นิ้ว และจะบานติดต้นอยู่ประมาณ 7-10 วันจึงจะโรย
ส่วนที่เป็นพิษ : หัวและใบ
การเกิดพิษ : หัวและใบทำให้ท้องเดิน หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

ว่านหางจระเข้

ชื่อวิทยาศาสตร์: Aloe vera L. Burm. f.
วงศ์ : Asphodelaceae (Liliaceae)
ชื่อสามัญ : Aloe, Star Cactus
ชื่ออื่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) หางตะเข้ (ภาคกลาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตร มีข้อและปล้องสั้นๆ ใบเดี่ยว อวบน้ำมาก สีเขียว ภายในใบมีน้ำยางสีเหลือง ถัดไปเป็นวุ้นใส ดอก ช่อ ก้านช่อดอกยาวมาก ออกจากลางต้น ดอกย่อยเป็นหลอดสีส้มห้อยลง ผล เป็นผลแห้ง แตกได้
ส่วนที่เป็นพิษ : ยางสีเหลืองจากใบ
สารพิษ :
การเกิดพิษ : ยางสีเหลืองจากใบ ถ้ารับประทานเข้าไปทำให้อาเจียน

หนุมานนั่งแท่น

ชื่อวิทยาศาสตร์: Jatropha podagrica Hook.f.
วงศ์ : Euphorbiaceae
ชื่อสามัญ : Gout Plant, Guatemala Rhubarb, Fiddle-leaved Jatropha
ชื่ออื่น : ว่านเลือด (ภาคกลาง) หัวละมานนั่งแท่น (ประจวบคีรีขันธ์) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม ลำต้นขยายใหญ่มากมีน้ำยางใส ใบ เดี่ยว ก้านใบยาว แผ่นใบเว้าลึก จะออกที่ปลายลำต้นแบบวนสลับ ดอก ช่อ ก้านดอกยาวมาก ก้านดอกย่อยและดอกย่อยสีแดงส้ม ออกเป็นช่อเหมือนซี่ร่ม ผล กลมยาว เป็นพูตามแนวยาว ผลแตกได้
ส่วนที่เป็นพิษ : เมล็ด ยาง
สารพิษ : สารพิษมีฤทธิ์คล้าย toxalbumin,curcin พิษจาก resin alkaloid glycoside
การเกิดพิษ : น้ำยางถูกผิวหนังเกิดอาการแพ้ บวมแดงแสบร้อน เมล็ดถ้ารับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย กล้มเนื้อชัดกกระตุก หายใจเร็ว การเต้นของหัวใจผิดปกติ ความดันต่ำ พิษคล้ายละหุ่ง เมล็ดมีรสอร่อยแต่รับประทานเพียง 3 เมล็ด ก็เกิดอันตรายได้
การรักษา : ล้างน้ำยางออกจากผิวหนังโดยใช้สบู่ และน้ำอาจให้ยาทา สเตียรอยด์ ถ้ารับประทานเข้าไปให้เอาส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมออกใช้ activated charcoal ล้างท้อง หรือทำให้อาเจียร และรักษาตามอาการ

เทียนหยด

ชื่อวิทยาศาสตร์: Duranta repens L.
วงศ์ : Verbenaceae
ชื่อสามัญ : Duranta, Sky Flower, Pigeon Berry, Golden Dewdrop
ชื่ออื่น : พวงม่วง ฟองสมุทร (กรุงเทพฯ) เครือออน (แพร่)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม แตกกิ่งก้าน กิ่งลู่ลง ใบ เดี่ยว ออกสลับ รูปไข่กลับ ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบใบจัก ดอก ช่อ มี 3 ชนิด คือดอกสีขาว สีม่วงอ่อน และสีม่วงแก่ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 5 แฉก ผล ออกเป็น ช่อ ห้อยลง รูปกลมสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีเหลือง
ส่วนที่เป็นพิษ : ใบ ผล
สารพิษ : ใบ ผล มีสาร saponin และผลมีสาร narcotine alkaloids
การเกิดพิษ : รับประทานผลอาจตายได้ จะทำให้อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ มีไข้ ตาพร่า กระหายน้ำมาก ถ้าได้รับพิษมาก เม็ดเลือดแดงแตกได้ พืชนี้เป็นพิษต่อสัตว์เลือดเย็นด้วย
การรักษา :
• ส่งโรงพยาบาล
• ให้กินนม หรือไข่ขาว เกลือบกระเพาะ เพื่อลดการดูดซึมของสารพิษ
• ล้างท้อง
• ถ้าเสียน้ำมาก ต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด

มะกล่ำตาหนู

ชื่อวิทยาศาสตร์: Abrus precatorius L.
วงศ์ : Papilionaceae
ชื่อสามัญ : Jequirity bean, rosary bean, Buddhist rosary bean , Indian bead, Seminole bead, prayer bead, crab ‘s eye, weather plant, lucky bean
ชื่ออื่น : กล่ำเครือ กล่ำตาไก่ มะกล่ำแดง มะแด๊ก มะขามไฟ ตาดำตาแดง ไม้ไฟ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชตระกูลถั่ว มีใบออกเป็นคู่รูปขนนก มีใบย่อย 8- 15 คู่ ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบ กลีบดอกมีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู หรือขาว ผลเป็นฝักคล้ายถั่วลันเตา ภายในฝักจะมี 3-5 เมล็ด เมล็ดกลมรียาวขนาด 6-8 มิลลิเมตร เมล็ดมีเปลือกแข็ง สีแดงสดเป็นมัน มีสีดำตรงขั้วประมาณ 1 ใน 3 ของเมล็ด มะกล่ำตาหนู เป็นพืชที่ขึ้นได้ทั่วไปบริเวณประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร ได้แก่ ทางตอนใต้ของจีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ตอนใต้ของอาฟริกา และประเทศไทย เป็นต้น
ส่วนที่เป็นพิษ : เมล็ด
สารพิษ : เมล็ดมะกล่ำตาหนู ภายในเมล็ดมีส่วนประกอบของ N-methyltryptophan, abric acid, glycyrrhizin, lipolytic enzyme และ abrin ซึ่งสูตรโครงสร้างของ abrin คล้าย ricin เป็นส่วนที่มีพิษสูงมาก หากเคี้ยว หรือกินเข้าไป เนื่องจากสารพิษจะไปทำลายเม็ดเลือดแดง ระบบทางเดินอาหาร และไต อย่างไรก็ดีสาร abrin นี้เมื่อถูกความร้อนจะสลายตัวง่าย แต่คงทนอยู่ในทางเดินอาหาร ขนาดเพียง 0.01 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือกินเพียง 1 เมล็ด ก็ทำให้เสียชีวิตได้ หากสารพิษถูกผิวหนังอาจทำให้เกิดผื่นคัน หากถูกตาจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและอาจถึงกับตาบอดได้

เผือก

ชื่อสามัญ : Taro
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Colocasia esculenta (L.) Schott.
ชื่อวงศ์ : ARACEAE :
แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์ : เขตร้อนของเอเชียตะวันออก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินเป็นหัว [แบบเผือก] รูปลูกข่างกลม สีน้ำตาล มีขนาดใหญ่ ถ้ามีหัวย่อยขนาดใหญ่จะมีจำนวนน้อย ถ้าหัวย่อยมีขนาดเล็กจะมีจำนวนมาก ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปลูกศรแกมรูปหัวใจ โคนใบแต่ละด้านกลมหรือเป็นเหลี่ยม ปลายใบแหลม เส้นใบเด่นชัด ก้านใบยาวได้ถึง 1 เมตร ช่อดอกเป็นช่อเชิงลดมีกาบ ออกเดี่ยวๆ หรือหลายช่อ ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร สั้นกว่าก้านใบ กาบหุ้มช่อดอกยาว 15-35 เซนติเมตร ตั้งตรง สีเขียว ปลายกาบเรียวแหลมยาวคล้ายหาง สีเหลืองอ่อน ช่อดอกสั้นกว่ากาบ ผลสีเขียว
เผือก (Colocasia esculenta) นิยมใช้หัวเป็นอาหาร แต่ต้องต้มให้สุกเสียก่อน เพื่อที่จะได้ไม่คัน เพราะในเผือกมียาง เช่นเดียวกับบอน แต่ปริมาณน้อยกว่า

กลอย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Dioscorea hispida Dennst.
ชื่อพ้อง D. hirsuta Blume
วงศ์ Dioscoreaceae
ชื่อท้องถิ่น กลอยข้าวเหนียว กลอยนก กลอยหัวเหนียว กอย คลี้ มันกลอย Intoxicating yam, Nami, Wild yam
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เถา ลำต้นกลม มีหนาม หัวใต้ดิน ส่วนมากกลม เปลือกสีเทาหรือสีฟาง เนื้อขาว หรือเหลืองอ่อน อมเขียว เป็นพิษ ปริมาณสารพิษจะแตกต่างกันไป ในช่วงฤดูฝน (เดือนสิงหาคม) จะมีพิษมากที่สุด และในฤดูร้อน (เดือนเมษายน) จะมีพิษน้อยที่สุด กลอยทอดเหลืองกรอบ ส่งกลิ่นหอม น่าอร่อย นับว่าเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนชอบ รับประทาน และคิดว่าหลายๆท่านก็ชอบรับประทานเช่นเดียวกัน แต่ในความกรอบอร่อยนี้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่ากลอยนั้นถ้าผ่านกระบวนการทำไม่ถูกวิธี จะทำให้เกิดพิษต่อผู้ที่รับประทาน
สารพิษ พืชในสกุล Dioscorea จะมีสารพิษ คือ dioscorine ในปริมาณที่แตกต่างกันแล้วแต่ species ในหัวกลอยจะมี dioscorine ในปริมาณมาก หัวกลอยแห้งและลอกเปลือกออก
อาการพิษ : หากรับประทานหัวกลอยมาก จะกดระบบทางเดินหายใจ และทำให้ตายได้ จากรายงานการวิจัยของ วรา จันทร์ศิริศรี และคณะ ฉีดน้ำสกัดกลอยเข้าทางเส้นเลือดดำของหนูถีบจักร พบว่ากลอยจะไปกระตุ้นในระยะแรก ตามมาด้วยการกดระบบประสาทส่วนกลาง การเคลื่อนไหว (motor activity) ลดลงภายหลังฉีดน้ำสกัดกลอยในขนาดที่เริ่มทำให้เกิดพิษ (กดระบบประสาทส่วนกลางเพียงอย่างเดียว) แต่ถ้าฉีดในขนาดสูงมากจนสัตว์ทดลองตาย หนูถีบจักรจะชักในระยะแรก แล้วในที่สุดจะตายเนื่องจากระบบการหายใจถูกกด